วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

ภาพการแข่งขัน ยูโด




ท่า ยูโด


ระเบียบการแข่งขันยูโด

ระเบียบการแข่งขันยูโด
****************

1. สมาคมยูโดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
นายกสมาคม นายสุรชัย จารุเดชา
เลขาธิการ นายธวัชชัย กาญจนะทวีกุล
สถานที่ติดต่อ 2088 การกีฬาแห่งประเทศไทย
E 230 สนามราชมังคลากีฬาสถาน
หัวหมาก บางกะปิ กรุงเทพฯ 10240
โทรศัพท์/โทรสาร 0 2369 1514

2. คณะกรรมการดำเนินการแข่งขัน
ประธานฝ่ายยูโดของจังหวัดเจ้าภาพกีฬาแห่งชาติ ประธานกรรมการ
ผู้แทนสมาคมยูโดแห่งประเทศไทยฯ รองประธานกรรมการ
ผู้แทนจังหวัดที่ส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันจังหวัดละ 1 คน กรรมการ
บุคคลที่จังหวัดเจ้าภาพกีฬาแห่งชาติแต่งตั้ง กรรมการ
บุคคลที่จังหวัดเจ้าภาพกีฬาแห่งชาติแต่งตั้ง กรรมการและเลขานุการ

3. ข้อบังคับและกติกาการแข่งขัน
3.1 ให้ใช้ข้อบังคับการกีฬาแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 21 ว่าด้วยการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ
3.2 ให้ใช้กติกาการแข่งขันสหพันธ์ยูโดนานาชาติ ฉบับปี 2541 (ค.ศ. 1998)

4. คุณสมบัติของผู้เข้าร่วมการแข่งขัน
4.1 ให้เป็นไปตามข้อ 19 แห่งข้อบังคับการกีฬาแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 21 ว่าด้วยการแข่งขัน
กีฬาแห่งชาติ
4.2 นักกีฬาต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี และไม่เกิน 50 ปี นับถึงปีที่มีการแข่งขัน
4.3 นักกีฬาทีมชาติเข้าร่วมการแข่งขันได้โดยไม่จำกัดจำนวน

5. ประเภทการแข่งขัน
5.1 ประเภทบุคคลชาย 9 รุ่น
5.2 ประเภทบุคคลหญิง 9 รุ่น

6. การแบ่งรุ่นนักกีฬายูโด
6.1 ประเภทบุคคลชาย 9 รุ่น
6.1.1 เอ็กซตร้าไลท์เวท รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 55.00 ก.ก.
6.1.2 ฮาล์ฟไลท์เวท รุ่นน้ำหนักเกิน 55.00 ก.ก. ถึง 60.00 ก.ก.
6.1.3 ไลท์เวท รุ่นน้ำหนักเกิน 60.00 ก.ก. ถึง 66.00 ก.ก.
6.1.4 ฮาล์ฟมิดเดิลเวท รุ่นน้ำหนักเกิน 66.00 ก.ก. ถึง 73.00 ก.ก.
6.1.5 มิดเดิลเวท รุ่นน้ำหนักเกิน 73.00 ก.ก. ถึง 81.00 ก.ก.
6.1.6 ฮาล์ฟเฮฟวี่เวท รุ่นน้ำหนักเกิน 81.00 ก.ก. ถึง 90.00 ก.ก.
6.1.7 เฮฟวี่เวท รุ่นน้ำหนักเกิน 90.00 ก.ก. ถึง 100.00 ก.ก.
6.1.8 ซุปเปอร์เฮฟวี่เวท รุ่นน้ำหนักเกิน 100.00 ก.ก. ขึ้นไป
6.1.9 โอเพ่นเวท รุ่นไม่จำกัดน้ำหนัก
6.2 ประเภทบุคคลหญิง 9 รุ่น
6.2.1 เอ็กซตร้าไลท์เวท รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 45.00 ก.ก.
6.2.2 ฮาล์ฟไลท์เวท รุ่นน้ำหนักเกิน 45.00 ก.ก. ถึง 48.00 ก.ก.
6.2.3 ไลท์เวท รุ่นน้ำหนักเกิน 48.00 ก.ก. ถึง 52.00 ก.ก.
6.2.4 ฮาล์ฟมิดเดิลเวท รุ่นน้ำหนักเกิน 52.00 ก.ก. ถึง 57.00 ก.ก.
6.2.5 มิดเดิลเวท รุ่นน้ำหนักเกิน 57.00 ก.ก. ถึง 63.00 ก.ก.
6.2.6 ฮาล์ฟเฮฟวี่เวท รุ่นน้ำหนักเกิน 63.00 ก.ก. ถึง 70.00 ก.ก.
6.2.7 เฮฟวี่เวท รุ่นน้ำหนักเกิน 70.00 ก.ก. ถึง 78.00 ก.ก.
6.2.8 ซุปเปอร์เฮฟวี่เวท รุ่นน้ำหนักเกิน 78.00 ก.ก. ขึ้นไป
6.2.9 โอเพ่นเวท รุ่นไม่จำกัดน้ำหนัก

7. หลักเกณฑ์การคัดเลือกนักกีฬาและผู้ควบคุมทีม เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ
จากระดับภาค 5 ภาค
7.1 หลักเกณฑ์การคัดเลือกนักกีฬา
7.1.1 แต่ละจังหวัดส่งนักกีฬาชาย 9 รุ่น/(9 คน) หญิง 9 รุ่น/(9 คน) เข้าร่วมแข่งขันคัดเลือก
ระดับภาค นักกีฬาเข้าแข่งขันได้เพียงรุ่นเดียวเท่านั้น
7.1.2 ระดับชาติ ให้ส่งนักกีฬาได้ภาคละไม่เกิน 4 คน/รุ่น รวมเป็น 20 คน ดังนี้
- ภาค 1 นักกีฬา 4 คน/รุ่น
- ภาค 2 นักกีฬา 4 คน/รุ่น
- ภาค 3 นักกีฬา 4 คน/รุ่น
- ภาค 4 นักกีฬา 4 คน/รุ่น
- ภาค 5 นักกีฬา 4 คน/รุ่น

- และนักกีฬาเข้าแข่งขันได้เพียงรุ่นเดียวเท่านั้น ทั้งนี้ ต้องพิจารณาอัตราส่วนนักกีฬาที่เข้า
ร่วมการแข่งขันในระดับภาค ให้อยู่ในดุลยพินิจของสมาคมฯ สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อให้เป็น
ไปตามความเหมาะสม
7.2 หลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้ควบคุมทีม
7.2.1 ในระดับจังหวัดที่จะส่งนักกีฬาร่วมการคัดภาคใช้อัตราส่วนนักกีฬา : ผู้ควบคุมทีม (5 :1)
รวมไม่เกิน 3 คน โดยแบ่งเป็น
- ผู้จัดการทีม 1 คน
- ผู้ฝึกสอนทีมชาย และทีมหญิง รวม 2 คน
7.2.2 ในระดับภาคๆ ละ 4 ทีม ใช้อัตราส่วนนักกีฬา : ผู้ควบคุมทีม (5 :1) รวมไม่เกิน 9 คน
- ผู้จัดการทีม 1 คน
- ผู้ฝึกสอนทีมชาย และทีมหญิง รวม 2 คน
- ทั้งนี้ ผู้จัดการทีม 3 คน ให้เลือกจากผู้ควบคุมทีมทุกจังหวัดที่มีนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขัน
และส่งรายชื่อเป็นผู้ควบคุมทีมในภาคนั้น ๆ จำนวนผู้ควบคุมทีมสามารถเพิ่มหรือลดได้
แต่ต้องไม่เกิน 9 คน ต่อ 1 ภาค ยกเว้น กรณีที่ผู้ควบคุมทีมมีจำนวนตามที่กำหนด คือ
ภาคละ 9 คน แล้วยังมีจังหวัดที่มีนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขัน แต่ไม่อยู่ในอัตราส่วนผู้ควบ
คุมทีม เนื่องจากจำนวนนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันน้อย สามารถเพิ่มจำนวนผู้ควบคุม
ทีมได้อีก 1 คน ต่อจังหวัด ทั้งนี้ ให้อยู่ในดุลยพินิจของ กกท.
8. วิธีการจัดการแข่งขัน
ใช้วิธีจัดการแข่งขันแบบ ซิงเกิ้ล เรเปอชาร์จ
8.1 การจับฉลากแบ่งสายและประกบคู่
จะทำการจับฉลากแบ่งสายและประกบคู่ที่จังหวัดเจ้าภาพ ในวันที่เจ้าภาพกำหนดจัดประชุม
ผู้แทนจังหวัดเพื่อจับฉลากแบ่งสาย
8.2 แบ่งออกเป็น 2 สาย คือ สายเอ และ บี
8.3 ผู้ชนะที่ 1 ในสายเอ และ บี จะเป็นคู่ชิงชนะเลิศ
8.4 ผู้ที่แพ้ที่ 1 ในสาย เอ และสาย บี จะทำการแข่งขันในสายล่างเพื่อชิงที่ 3 ( ทั้งสาย เอ และสาย บี )
ในระบบ ซิงเกิ้ล เรเปอชาร์จ
8.5 เวลาการแข่งขัน
- ชาย ทุกรอบทุกยก ๆ ละ 5 นาที
- หญิง ทุกรอบทุกยก ๆ ละ 4 นาที
8.6 กำหนดให้เมื่อเวลาการแข่งขันหมดลง นักกีฬาทั้ง 2 ฝ่ายไม่มีคะแนนหรือมีผลคะแนนเท่ากัน
จะต้องตัดสินด้วยกฎ โกลเด้นสกอร์ค ( Golden Score Rule )
8.7 ผลการแข่งขันยูโดให้เป็นไปตามกติกาการแข่งขันสหพันธ์ยูโดนานาชาติ ฉบับปี 2541 (ค.ศ. 1998)




9. ข้อปฏิบัติในการแข่งขัน
9.1 การชั่งน้ำหนัก
9.1.1 การชั่งน้ำหนักจะทำการชั่งน้ำหนักเวลา 17.00 น. - 18.00 น.ก่อนวันแข่งขัน 1 วัน ของ
นักกีฬาที่จะทำการแข่งขัน นักกีฬาจะต้องนำบัตรประจำตัวนักกีฬามาให้กรรมการ
ตรวจสอบด้วย นักกีฬาที่มาชั่งน้ำหนักไม่ทันหรือชั่งน้ำหนักไม่ผ่านถือว่าไม่มีสิทธิ์
เข้าแข่งขัน
9.1.2 เครื่องชั่งน้ำหนักจะมี 3 เครื่อง เครื่องหนึ่งจะอยู่ด้านนอกห้องชั่งน้ำหนักใช้เป็นเครื่องชั่ง
ทดสอบอีก 2 เครื่องที่อยู่ในห้องชั่งน้ำหนักชาย 1 เครื่อง หญิง 1 เครื่อง จะเป็นเครื่องชั่งทางการ
9.1.3 ในการชั่งน้ำหนักให้นักกีฬาชายใส่กางเกงชั้นใน นักกีฬาหญิงใส่กางเกงขาสั้นและ
สวมเสื้อยืดคอกลมแขนสั้น นักกีฬาจะขึ้นชั่งน้ำหนักอย่างเป็นทางการได้เพียงครั้งเดียว
เท่านั้น ไม่มีการถอดชุดเพื่อทำน้ำหนัก ทั้งนักกีฬาชายและหญิง และให้ถอดเครื่องประดับต่าง ๆ ก่อนเข้าทำการชั่งน้ำหนัก
9.1.4 กรรมการชั่งน้ำหนักประกอบด้วย คณะกรรมการจากสมาคมยูโดฯ และเจ้าหน้าที่ฝ่าย
จัดการแข่งขันยูโดของจังหวัด
9.1.5 กรรมการสักขีพยานประกอบด้วย เจ้าหน้าที่จากการกีฬาแห่งประเทศไทยและ
ผู้แทนสมาคมยูโดฯ ทั้งนี้ อยู่ในความควบคุมของสมาคมยูโดแห่งประเทศไทยฯ
9.2 ให้ผู้ควบคุมทีมหรือผู้ฝึกสอนทำการแลกสายแบ่งฝ่ายก่อนจะถึงคู่ของนักกีฬาจะขึ้นทำการ
แข่งขัน 3 คู่
9.3 จะต้องมีผู้ฝึกสอนนั่งประจำที่ผู้ฝึกสอน ที่จัดให้ทุกครั้งที่นักกีฬาในทีมลงทำการแข่งขัน
9.4 ผู้ฝึกสอนที่จะนั่งประจำที่ผู้ฝึกสอนข้างสนามจะต้องแต่งชุดวอร์ม หรือแต่งกายสุภาพ

10. การแต่งกายของนักกีฬา
10.1 เมื่อนักกีฬาผ่านการชั่งน้ำหนักแล้ว ให้นำชุดแข่งขันมาให้กรรมการสมาคมยูโดฯ ตรวจสอบที่โต๊ะ
แลกสาย ในวันที่ทำการแข่งขัน ถ้าไม่ผ่านการตรวจสอบจะต้องเปลี่ยนใหม่ให้เรียบร้อยตามที่
ระบุไว้ในกติกาการแข่งขันจึงจะเข้าแข่งขันได้ หากจะมีเครื่องหมายการค้าคำโฆษณา หรือ
สัญลักษณ์อันเป็นการโฆษณาซึ่งมิใช่ชื่อของจังหวัด ภาค จะเป็นที่ประจักษ์เกินกว่า 2x3 นิ้ว
ไม่ได้ นักกีฬาหญิงให้ใส่เสื้อยืดคอกลมแขนสั้นสีขาวไว้ชั้นในห้ามใส่เสื้อยืดสีอื่น
10.2 จังหวัดเจ้าภาพจัดการแข่งขันจะต้องเตรียมชุดยูโดแข่งขันสำรองไว้ กรณีชุดยูโดฉีกขาด
ระหว่างการแข่งขันหรือกรณีที่ประธานฝ่ายเทคนิคของสมาคมยูโดฯ เห็นสมควรให้ใช้
ชุดยูโดดังกล่าว โดยจัดเตรียมไว้จำนวน 8 ชุด เป็นชุดเบอร์ 3, 4, 5 และ 6 อย่างละ 2 ชุด

11. มารยาทของนักกีฬา
ตลอดเวลาการแข่งขัน นักกีฬาทุกคนต้องปฏิบัติตนให้สมกับการเป็นนักกีฬาที่ดี และต้องประพฤติ
ตามกติกาการแข่งขันทุกประการ หากมีการประพฤติตนไม่เหมาะสมหรือละเมิดต่อกติกาการแข่งขัน
คณะกรรมการจัดการแข่งขันจะพิจารณาลงโทษตามควรแก่กรณี

12. การประท้วง
การตัดสินของคณะกรรมการผู้ตัดสินถือเป็นเด็ดขาด จะไม่มีการประท้วงด้านการตัดสิน

13. กรรมการผู้ตัดสิน และกรรมการเทคนิค
13.1 ผู้แทนสมาคม 1 คน
13.2 วิทยากร 2 คน
13.3 กรรมการผู้ตัดสิน (จำนวน 1 สนาม) 24 คน
13.4 กรรมการประกาศเรียกนักกีฬา 2 คน
13.5 กรรมการจับเวลาการแข่งขัน 2 คน
13.6 กรรมการจับเวลาล็อค 2 คน
13.7 กรรมการสกอร์บอร์ดมือ 2 คน
13.8 กรรมการบันทึกผลการแข่งขัน 4 คน
13.9 กรรมการจัดลำดับคู่แข่งขันตามโปรแกรม และให้สายแดง/ขาว 6 คน
13.10 กรรมการเดินสะพานสายจัดคู่แข่งขัน 2 คน
13.11 กรรมการชั่งน้ำหนัก 6 คน
13.12 เจ้าหน้าที่จัดทำเอกสารในการแข่งขัน 6 คน
13.13 เจ้าหน้าที่ตรวจชุดและวัดชุดแข่งขัน 2 คน
13.14 เจ้าหน้าที่ประสานงาน 1 คน
13.15 เจ้าหน้าที่เช็ดเบาะ 2 คน

14. รางวัลการแข่งขัน
ให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในข้อบังคับการกีฬาแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 21 ว่าด้วยการแข่งขัน
กีฬาแห่งชาติ
รางวัลที่ 1 เหรียญชุบทอง และประกาศนียบัตร
รางวัลที่ 2 เหรียญชุบเงิน และประกาศนียบัตร
รางวัลที่ 3 เหรียญชุบทองแดง และประกาศนียบัตร
รางวัลที่ 4 ประกาศนียบัตร
รางวัลนักกีฬาดีเด่น (นักกีฬาชาย-หญิง) จะได้รับโล่ห์พร้อมใบประกาศ

15. หลักเกณฑ์การพิจารณานักกีฬาดีเด่น ชาย-หญิง
15.1 เป็นนักกีฬาที่ชนะเลิศในการแข่งขันแต่ละรุ่น
15.2 เป็นนักกีฬาที่มีทักษะและเทคนิคการเล่นที่สูง
15.3 เป็นนักกีฬาที่มีมารยาท และ มีน้ำใจนักกีฬา

ประวัติยูโดในประเทศไทย

ประวัติยูโดในประเทศไทย
ในปี พ.ศ. 2450 ชาวญี่ปุ่นชื่อ กิโยฟูจิ (Kiyofuji) ได้เข้ามาทำงานในประเทศไทยในบริษัทมิตซุบุนเซนโกซา ซึ่งเป็นบริษัทของชาวญี่ปุ่น พร้อมทั้งนำเอาวิชายูยิตสูเข้ามาเผยแพร่ให้แก่ผู้ร่วมงานได้ฝึกฝนกัน โดยมีชาวญี่ปุ่นอีกคนหนึ่งชื่อนายเอนโด เป็นทันตแพทย์ที่มีความรู้ทางยูยิตสูได้เข้าร่วมเป็นผู้ฝึกสอน ทำให้ยูยิตสูเป็นที่นิยมในหมู่คนใกล้ตัวและคนไทยพอสมควร ปี พ.ศ. 2455 หม่อมเจ้าวิบูลย์สวัสดิรงค์ สวัสดิกุล ได้ทรงศึกษาวิชายูยิตสูมาจากยุโรป เมื่อกลับมารับราชการอยู่ในกระทรวงต่างประเทศ ทรงเห็นว่ายูยิตสูมีประโยชน์ต่อสังคม จึงมีความประสงค์ให้มีการศึกษาวิชานี้ในโรงเรียนต่างๆ เช่นเดียวกับนานาประเทศ

ประวัติยูโดในประเทศไทย

ประวัติยูโดในประเทศไทย
ในปี พ.ศ. 2450 ชาวญี่ปุ่นชื่อ กิโยฟูจิ (Kiyofuji) ได้เข้ามาทำงานในประเทศไทยในบริษัทมิตซุบุนเซนโกซา ซึ่งเป็นบริษัทของชาวญี่ปุ่น พร้อมทั้งนำเอาวิชายูยิตสูเข้ามาเผยแพร่ให้แก่ผู้ร่วมงานได้ฝึกฝนกัน โดยมีชาวญี่ปุ่นอีกคนหนึ่งชื่อนายเอนโด เป็นทันตแพทย์ที่มีความรู้ทางยูยิตสูได้เข้าร่วมเป็นผู้ฝึกสอน ทำให้ยูยิตสูเป็นที่นิยมในหมู่คนใกล้ตัวและคนไทยพอสมควร ปี พ.ศ. 2455 หม่อมเจ้าวิบูลย์สวัสดิรงค์ สวัสดิกุล ได้ทรงศึกษาวิชายูยิตสูมาจากยุโรป เมื่อกลับมารับราชการอยู่ในกระทรวงต่างประเทศ ทรงเห็นว่ายูยิตสูมีประโยชน์ต่อสังคม จึงมีความประสงค์ให้มีการศึกษาวิชานี้ในโรงเรียนต่างๆ เช่นเดียวกับนานาประเทศ

ประวัติความเป็นมาของกีฬา Judo

ประวัติความเป็นมาของกีฬา ยูโด(Judo)
ยูโด (Judo) เป็นศิลปะการป้องกันตัวประเภทหนึ่งที่ถือกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีมาแต่ดึกดำบรรพ์ ปัจจุบันมีผู้นิยมฝึกหัดเล่นกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก ยูโดเป็นรูปแบบของการป้องกันตัว เป็นศิลปะส่วนหนึ่งของชาวญี่ปุ่นที่มีการดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัย นอกจากจะเป็นการฝึกเพื่อป้องกันตัวเองแล้วยังเป็นการบริหารร่างกายเพื่อให้เกิดความแข็งแรง ฝึกสมาธิให้มั่นคง ผู้ฝึกจะได้รับประโยชน์ทั้งด้านร่างกาย และสมาธิด้านจิตใจอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการจู่โจมคู่ต่อสู้ หรือการตั้งรับ
ยูโดมีชื่อเต็มว่า โคโดกัน ยูโด (Kodokan Judo) เดิมทีเดียวเรียกกันว่า ยูยิตสู (Jiujitsu) ซึ่งเป็นวิชาที่สามารถต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธด้วยมือเปล่าและเป็นการทำลายจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ ในประเทศญี่ปุ่นมีการเล่นยูยิตสูกันอย่างแพร่หลายมากญี่ปุ่นมีความเชื่อว่าตนเองมีเชื้อสายมาจากเทพยดา เทพธิดา และเชื่อว่าตนเองเป็นลูกพระอาทิตย์ มีถิ่นที่อยู่บนเกาะใหญ่น้อยทั้งหลาย ราวๆ 3,000-4,000 เกาะ จากการที่อยู่อาศัยบนเกาะต่างๆ นี้เองจึงมีความคิดเห็นไม่ตรงกันและไม่สามารถรวมกลุ่มกันได้ ทำให้เกิดการแย่งชิงอำนาจความเป็นใหญ่ ผู้ที่ได้รับชัยชนะก็พยายามซ่องสุมเสริมสร้างกำลังพลให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ผู้ที่พ่ายแพ้ก็พยายามที่จะรวบรวมสมัครพรรคพวกที่พ่ายแพ้ขึ้นใหม่เพื่อรอจังหวะช่วงชิงอำนาจกลับคืนมา
ในสมัยนั้นประเทศญี่ปุ่น มีแต่ความทารุณโหดร้าย นักรบของแต่ละเมืองจะได้รับการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ที่ใช้ในสงครามหลายชนิด และมีความชำนาญมาก เช่น การฟันดาบ การยิงธนู การใช้หอก ทวน หลาว การขี่ม้า และยูยิตสู ซึ่งเป็นการต่อสู้ที่ใช้มือเปล่าในระยะประชิดตัว ไม่สามารถที่จะใช้อาวุธได้ถนัด การต่อสู้แบบยูยิตสูมิได้มุ่งที่จะทำให้คู่ต่อสู้มีอันตรายถึงชีวิต แต่มีจุดประสงค์เพื่อให้คู่ต่อสู้ได้รับบาดเจ็บและยอมแพ้ ถ้าไม่ยอมแพ้ก็อาจทำให้พิการทุพพลภาพ โดยใช้วิธีจับมือหักข้อต่อส่วนต่างๆ ของร่างกาย
ในสมัยนั้น นักรบญี่ปุ่นจะต้องฝึกการต่อสู้วิชายูยิตสูทุกคน การฝึกต้องฝึกสมาธิ และฝึกกำลังใจให้บังเกิดความแข็งแรง ร่างกายแข็งแกร่ง ทุกคนจะต้องมีความตั้งใจในการฝึก มิฉะนั้นจะเป็นอันตรายได้ ยูยิตสูไม่มีความเมตตาปราณีใดๆ มิได้คำนึงถึงศีลธรรม จะคอยหาโอกาสซ้ำเติมคู่ต่อสู้ตลอดเวลา จึงทำให้อาจารย์ที่ตั้งสถานที่ฝึกอบรมวิชานี้ พยายามคิดค้นประดิษฐ์ท่าทางกลวิธีแตกต่างกันออกไปอย่างอิสระ สถานที่เปิดฝึกสอนหรือที่เรียกว่าโรงเรียนสำหรับสอนวิชายูยิตสูสมันนั้นมีประมาณ 20 แห่ง
ซูโม่ ถือเป็นกีฬาอีกประเภทหนึ่งของญี่ปุ่นที่แพร่หลาย ซูโม่เป็นการต่อสู้ของคน 2 คน ใช้มือเปล่าและกำลังกายเข้าทำการต่อสู้กันมาแต่สมัยโบราณกว่า 2,500 ปีมาแล้ว นักประวัติศาสตร์ในวิชายูยิตสูได้สนใจซูโม่มาก จากหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ที่รวบรวมโดย Imperial Command ชื่อนิฮอนโซกิ (Nihon-Sho-Ki)
ในปี พ.ศ. 1263 กล่าวถึงการแข่งขันในสมัยของจักรพรรด์ซุยนิน ก่อนคริสต์ศักราช 230 ปี (พ.ศ. 313) ยืนยันว่าเป็นการเริ่มต้นของวิชาซูโม่ ซึ่งแปลว่าการต่อสู้โดยใช้กำลังเข้าประลองกัน การต่อสู้ตามหลักวิชาซูโม่ บางท่าจะตรงกับวิชายูยิตสู เช่น การใช้สะโพกเป็นกำลังบังคับขากวาดเหวี่ยงคู่ต่อสู้ให้เสียหลักล้มลงซึ่งท่านี้วิชายูยิตสูเรียกว่า ฮาราย กุชิ (Harai Goshi) เป็นการยืนยันว่าวิชาซูโม่มีความสัมพันธ์กับวิชายูยิตสูแน่นอน
การพัฒนาวิชายูยิตสูเป็นวิชายูโด
ตอนปลายสมัย เซนโกกุ (Sengoku) วิชายูยิตสูได้ถูกรวบรวมไว้เป็นแบบแผนอย่างมีระเบียบ โตกูกาวา (Tokugawa) เป็นตระกูลที่ทำการปราบปรามการกระด้างกระเดื่องบรรดาเจ้าผู้ครองนครตามหัวเมืองต่างๆ ให้สงบลงอย่างราบคาบและตั้งตนเป็นมหาอุปราชปกครองประเทศญี่ปุ่น เมื่อบ้านเมืองสงบสุข วิชาการรบของพวกซามูไรที่ได้รับการศึกษาอบรมมาต้องปรับปรุงใหม่ให้เหมาะสมกับกาลสมัย คือนอกจากการรบแล้ว ซามูไรต้องเรียนหนังสือเพื่อศึกษาวิชาการปกครอง การอบรมจิตใจให้มีศีลธรรม ยูยิตสูเป็นวิชาป้องกันตัวชนิดหนึ่งในสมัยนั้น จึงต้องมีการปรับปรุงวิธีการต่อสู้จากการไร้ศีลธรรมมาเป็นการป้องกัน การต่อสู้ด้วยกำลังกาย และกำลังใจอันประกอบด้วยคุณธรรม มีจรรยามารยาทที่สุภาพเรียบร้อยขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับสถานยูยิตสู ซึ่งหมายความถึง "ศิลปะแห่งความสุภาพ" จากการที่มีการปรับปรุง และการวางระเบียบ
เกี่ยวกับบทบัญญัติทางศีลธรรมของนักรบให้รัดกุมนี้เอง ทำให้ช่วง 50 ปีของสมัยกาไน บันจิ และคันม่ง (Kanei Banji and Kanmon พ.ศ. 2167-2216) ได้มีผู้เชี่ยวชาญวิชายูยิตสูขึ้นมามากมาย เช่น ไทยยูซึ (Tai juisu) วายูซึ (Wajuisu) เอกิโนยูชิ (Oginaiuchi) โอกูอาชิ (Koguashi) เคนโป (Kinpo) เทนบาริ (Ten Bari) ไทโด (Taido) เป็นต้น ซึ่งเป็นการต่อสู้ที่ทำให้คู่ต่อสู้พ่ายแพ้โดยใช้มือเปล่า ทำให้วิชายูยิตสูเป็นที่นิยมมาตลอดสมัยโตกูกาวา
ต่อมาในสมัยเมจิ (Meji ปี พ.ศ. 2411) อารยธรรมตะวันตกได้หลั่งไหล เข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นมาก ทำให้วัฒนธรรมประเพณีของญี่ปุ่นหลายอย่างกลายมาเป็นสิ่งล้าสมัยของต่างชาติ และชาวญี่ปุ่นสมัยใหม่ ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2414 จึงได้ออกกฎหมายห้ามนักรบใช้ซามูไรเป็นอาวุธ ห้ามพกหรือสะพายดาบซามูไร ยูยิตสูซึ่งเป็นวิชาที่นิยมเล่นกับซามูไร จึงถูกมองว่าเป็นสิ่งล้าสมัย เพราะทารุณ ป่าเถื่อน ฉะนั้นวิชายูยิตสูจึงได้รับการปรับปรุงและแก้ไขพร้อมกันหลายอย่างในสมัยเมจิ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ศิลปะการต่อสู้นานาชนิดรวมทั้งยูยิตสูต้องซบเซาลง สถาบันที่เปิดฝึกสอนยูยิตสู ซึ่งมีอยู่แพร่หลายได้รับกระทบกระเทือนถึงกับเลิกกิจการไปก็มีมาก
กำเนิดยูโด
หลังจากที่ญี่ปุ่นได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการต่อสู้ และทำให้วิชายูยิตสูเสื่อมความนิยมลงจนหมดนั้น ต่อมาเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2403 ได้มีชาวญี่ปุ่นชื่อ จิโกโร คาโน (Jigoro Kano) ชาวเมืองชิโรโกะ ได้อพยพครอบครัวมาอยู่ในกรุงโตเกียว เมื่อปี พ.ศ. 2414 อายุ 18 ปี ได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยโตเกียว ในสาขาปรัชญาศาสตร์ (Philosophy) จนสำเร็จการศึกษา เมื่ออายุ 23 ปี ท่านจิโกโร คาโน เป็นบุคคลที่มีความเห็นว่าวิชายูยิตสูนอกจากจะเป็นกีฬาสำหรับร่างกายและจิตใจแล้ว ยังมีหลักปรัชญาที่ว่าด้วยหลักแห่งความเป็นจริง อีกทั้งท่านเป็นคนที่มีรูปร่างเล็กผอมบาง มีนิสัยไม่เกรงกลัวใคร
เมื่อได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับวิชายูยิตสูอย่างละเอียด ก็พบว่าผู้ฝึกวิชายูยิตสูจนมีความชำนาญดีแล้ว จะสามารถสู้กับคนที่รูปร่างใหญ่โตได้ หรือสู้กับความที่มีอาวุธด้วยมือเปล่าได้ จากการค้นพบทำให้บังเกิดความศรัทธาอย่างแรงกล้า ท่านจึงได้เข้าศึกษายูยิตสูอย่างจริงจังจากอาจารย์ผู้สอนวิชายูยิตสูหลายท่านจากโรงเรียนเทนจิ ซิโย (Tenjin Shinyo) และโรงเรียนคิโต (Kito)
ปี พ.ศ. 2425 ท่านจิโกโร คาโน อายุได้ 29 ปี ได้ก่อตั้งโรงเรียนสำหรับวิชายูโดขึ้นเป็นครั้งแรกในบริเวณวัดพุทธศาสนา ชื่อวัดอิโชจิ (Eishoji) โดยตั้งชื่อสถาบันนี้ว่า โคโดกัน ยูโด โดยได้นำเอาศิลปะของการต่อสู้ด้วยการทุ่มจากสำนักเทนจิ ซิโย และการต่อสู้จากสำนักคิโตเข้ามาผสมผสานเป็นวิชายูโดและได้ปรับปรุงวิธีการยูโดให้เหมาะสมสอดคล้องกับความเปลี่ยแปลงในระบอบการปกครองและสังคมในขณะนั้น ได้สอดแทรกวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ คณิตศาสตร์ประยุกต์ที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว จิตศาสตร์ และจริยศาสตร์เข้าด้วยกัน โดยได้ตัดทอนยูยิตสู ซึ่งไม่เหมาะสมออก แล้วพยายามรวบรวมวิชายูยิตสูให้เป็นหมวดหมู่มีมาตรฐานเดียวกันตามความคิดของท่าน และได้ตั้งระบบใหม่เรียกว่า ยูโด (Judo)
ในเริ่มแรก ท่านจิโกโร คาโน ต้องต่อสู้กับอุปสรรคจากบุคคลหลายๆ ฝ่ายเพื่อให้เกิดการยอมรับในวิชายูโด โดยเฉพาะจากบุคคลที่นิยมอารยธรรมตะวันตกบุคคลพวกนี้ไม่ยอมรับว่ายูโดเป็นสิ่งที่เกิดใหม่ และดีกว่ายูยิตสู ในปี พ.ศ. 2429 กรมตำรวจญี่ปุ่นได้จัดการแข่งขันระหว่างยูโดกับยูยิตสูขึ้น โดยแบ่งเป็นฝ่ายละ 15 คน ผลการแข่งขันปรากฏว่ายูโดชนะ 13 คน เสมอ 2 คน เมื่อผลปรากฏเช่นนี้ ทำให้ประชาชนเริ่มสนใจยูโดมากขึ้น ทำให้สถานที่สอนเดิมคับแคบจึงต้องมีการขยายห้องเรียน เพื่อต้อนรับผู้ที่สนใจ จนปี พ.ศ. 2476 จึงได้ย้ายสถานที่ฝึกไปที่ซูอิโดบาชิ (Suidobashi) และสถานที่นี้เองที่เป็นศูนย์กลางของนักยูโดในโลกปัจจุบัน
ยูโดดำเนินการไปด้วยดีและเริ่มมีมาตรฐานอันสมบูรณ์ ในปี พ.ศ. 2465 ได้ตั้ง The Kodokun Cultural Xociety ขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2455 ได้ก่อตั้งสหพันธ์ยูโดระหว่างประเทศขึ้น โดยมีประเทศต่างๆ ที่ร่วมก่อตั้งครั้งแรกประมาณ 20 ประเทศ
ในปี พ.ศ. 2499 สหพันธ์ยูโดระหว่างชาติได้จัดให้มีการแข่งขันเพื่อความชนะเลิศยูโดระหว่างชาติขึ้น โดยอยู่ในการอำนวยการของสหพันธ์ยูโดระหว่างประเทศโดโดกัน และหนังสือพิมพ์อาซาอิซัมบุน ซึ่งทั้ง 2 องค์กรช่วยกันจัดการแข่งขันขึ้นมา

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Web Blog กีฬา โดย นายชาตรี จริตงาม

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Web Blog กีฬา โดย นายชาตรี จริตงาม